ประวัติความเป็นมาของจังหวัดกาญจนบุรี

กาญจนบุรีเป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ชายแดนทางภาคตะวันตกของประเทศไทย มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานทุกยุคสมัยต่อกันมาโดยไม่ขาดสาย เริ่มตั้งแต่มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งในสังคมการล่าสัตว์ มนุษย์ยังแร่ร่อนอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง อาศัยตามถ้ำและเพิงผา โดยพบเครื่องเมือหินกะเทาะ วัฒนธรรมฟิงนอยเอี้ยน และโครงกระดูกมนุษย์ที่ถ้ำพระ อำเภอไทรโยค 1 โครง และยังพบเครื่องมือหินกะเทาะที่มีความปราณีต เรียกว่า วัฒนธรรมโฮบินเนียน ตามที่ราบริมน้ำแควน้อยและแควใหญ่อีกด้วย
 
เมื่อเข้าสู่สังคมเกษตรกรรมที่มนุษย์เริ่มรู้จักทำการเกษตร การทำภาชนะดินเผา การทำเครื่องประดับด้วยเปลือกหอย กระดูกสัตว์ รู้จักประเพณีการฝังศพ ฯลฯ แหล่งโบราณคดีในยุคสมัยที่เป็นที่รู้จักกนดีคือที่บ้านเก่า บ้านท่ามะนาว และไร่หาญสงคราม ต่อมาเมื่อมนุษย์รู้จักการนำโลหะมาใช้ คือ สำริด และ เหล็ก ก็ได้มีการขุดค้นพบหลักฐาน ที่ถ้ำองบะ บ้านดอนตาเพชร บ้านหัวหิน ริมสำน้ำแควน้อย ที่ปราสาทเมืองสิงห์ โดยรู้จักนำเอาโลหะมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต และพบว่าในยุคสมัยนี้มีประเพณีการฝังศพโดยใช้ต้นไม้ขุดทำเป็นโลงรูปเรือ และยังพบภาพเขียนสีที่ถ้ำรูป อำเภอไทรโยค ถ้ำตาด้วง ใกล้เขื่อนท่าทุ่งนา และที่เขาแดง อำเภอศรีสวัสดิ์
 
วัฒนธรรมอินเดียได้แพร่หลายเข้ามาสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยทวารวดี พบชุมชนโบราณ โบราณวัตถุ โบราณสถานหลายแห่งที่จังหวัดกาญจนบุรีตามลำน้ำแควน้อย แควใหญ่ และแม่กลอง เช่น ที่บ้านพงตึก อำเภอท่ามะกา ที่บ้านวังปะโท่ ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี ที่บ้านท่าหวี ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง และที่บ้านวังเย็น อำเภอเมือง ชุมชนโบราณ วัฒนธรรมสมัยทวารวดี ได้ผ่านจากเมืองกาญจนบุรีเข้าสู่ดินแดนภาคกลางของประเทไทย และแผ่อิทธิพบไปยังดินแดนต่าง ๆ
 
เมื่อมีการนับถือศาสนาพุทธมหายานโน ดินแดนแถบนี้ก็ปรากฏปราสาทเมืองสิงห์ที่ริมลำน้ำแควน้อย ในเขตอำเภอไทรโยค โดยเชื่อกันว่าได้รับอิทธิพลจากขอมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นศิลปะแบบบายน ที่แผ่ขยายอิทธิพลมา หรืออาจจะเป็นฝีมือของขาวพื้นเมืองที่ได้รับอิทธิพลทางศาสนา นอกจากนั้นยังพบหลักฐานโบราณวัตถุสถานที่บ้านกลอนโด อำเภอด่านมะขามเตี้ย และพบโบราณวัตถุแถบบ้านดอนยาว ตำบลหนองโสน อำเภอเลาขวัญ เมื่อขอมเสื่อมอิทธิพลลงไปในที่สุด ชุมชนต่าง ๆ ก็ถูกทิ้งร้างไป
 

ในช่วงที่ไทยกำลังตั้งตนเป็นอิสระ ได้พบหลักฐานที่สำคัญในสมัยสุโขทัย หรือก่อนกรุงศรีอยุธยา คือพบพระปรางค์ไทยที่นิยมสร้างกันในสมัยนี้บนยอดเขารักษ์ ตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา นับเป็นพระปรางค์องค์เดียวที่สร้างอยู่บนยอดเขา นอกจากนั้นยังพบพระปรางค์ที่ยัดนางโน ริมลำน้ำแม่กลอง ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง และพระปรางค์ที่จัดขุนแผนในเมืองกาญจนบุรีเก่า เหล่านี้แสดงให้เห็นว่ากาญจนบุรีเป็นชุมชนที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งในยุคสมัยนี้

เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี กาญจนบุรีจึงต้องกลายเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญต่อความอยู่รอดของไทย เพราะมีด่านติดต่อกันประเทศคู่สงคราม คือ พม่า ถึง 2 ด่าน คือ ด่านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี และด่านบ้องตี้ อำเภอไทรโยค ซึ่งไทยต้องทำสงครามกับพม่าทั้งหมดไม่น้อยกว่า 44 ครั้ง โดยเดินทัพผ่านกาญจนบุรีไม่น้อยกว่า 10 ครั้ง

มืองกาญจนบุรีเดิม ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าเสา ริมฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ ใกล้เขาชนไก่ ซึ่งเป็นทำเลที่ตั้งเหมาะสม เนื่องจากเป็นช่องเขาที่พม่าจะต้องเดินทัพผ่าน เพื่อไปตีเมืองสุพรรณบุรีและอยุธยาต่อไป กล่าวคือ เมื่อพม่าเดินทัพเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ไปตามลำน้ำแควน้อย จนเข้าถึงเมืองไทรโยค (เก่า) แล้วเดินตัดผ่านเช้าช่องเขา "ช่องกระบอก" มาลงลำน้ำแควใหญ่เพื่อไปตีเมืองด่านท่ากระดาน จากนั้นก็จะเดินไปตามที่ราบริมแม่น้ำ ข้ามแม่น้ำแควใหญ่ที่แก่งเรียง และม่องคอย ผ่านด่านกรามช้าง ช่องสะเดา มาตีเมืองกาญจนบุรีเก่าที่บ้านท่าเสา แล้วลงสู่ที่ราบผ่าน บ้านหนองขาว พนมทวน พังตรุ อู่ทอง มุ่งไปทางเหนือ เพื่อตึเมืองสุพรรณบุรีเป็นด่านที่ 2 ต่อไป

กองทัพไทยที่ยกออกไปตีพม่าครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรฯ และสมเด็จพระนารายฯ์ฯ ก็ต้องยกผ่านไปทางเมืองกาญจนบุรี แม้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ยกกองทัพไปตีเมือทวาย ก็เสด็จทางเรือเข้าแม่น้ำน้อย เขตไทรโยค ขึ้นบกที่เมืองท่าตะกั่ว ออกไปทางช่องเขาสูง เพราะฉะนั้นเมืองกาญจนบุรีจึงเป็นสนามรบที่สำคัญทั้งของฝ่ายกองทัพไทยและฝ่ายกองทัพพม่า
สงครามครั้งสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของชาติไทย คือ สงคราเก้าทัพ  สงครามที่ท่าดินแดงและสามสบ ที่มีสมรภูมิรบอย่างดุเดือดในเขตเมืองกาญจนบุรี
ในสมัยนี้พม่าเปลี่ยนเส้นทางเดินทัพใหม่ แทนที่จะยกกองทัพบกอย่างเดียว กลับล่องเรือมาตามลำน้ำแควน้อยเข้าเข้าสู่แม่น้ำแม่กลองมุ่งเข้าตีกรุงเทพฯ ดังนั้นเมืองกาญจนบุรีที่ลาดหญ้าจึงหมดความสำคัญลง และได้เลื่อนฐานทัพมาตั้งรับข้าศึกอยู่ที่ปากแพรกหรือลิ้นช้าง ซึ่งเป็นจุดบรรจบของแม่น้ำสองสาย คือ แควน้แยและเควใหญ่ เป็นต้น กำเนิดแม่น้ำแม่กลองไหลไปสู่เมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรีใหม่ได้ก่อสร้างโดยถืออิฐก่อปูนขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2375 เพื่อตั้งรับข้าศึก และยังสะดวกในการติดต่อค้าขายกับเมืองราชบุรี ดังนั้นเมืองกาญจนบุรีที่บ้านท่าเสาจึงถูกปล่อยทิ้งร้างไป และต่อมาอีกไม่นานพม่าคู่สงคราของไทยก็ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษไปในที่สุด กาญจนบุรีจึงมีความสงบสุขเรื่อยมา
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จะเสด็จเมืองกาญจนบุรีเมื่อทรงว่างจากศึกสงคราม กาญจนบุรีจึงกลายเป็นสถานที่เสด็จรประพาสต้น ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ เสด็จประพาสเมืองกาญจนบุรีหลายครั้ง โดยเฉพาะทางชลมาร์คไปตามแม่น้ำแควน้อยจนถึงบริเวณน้ำตกไทรโยค จึงได้เกิดเพลงที่บรรยายถึงความงามตามธรรมชาติเป็นเพลงแรกของไทย คือ "เพลงเขมรไทรโยค"
เมื่อสงครามมหาเอเซียบูรพา เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นได้ยกกองทัพเข้าสู่ประเทศไทย และเกณฑ์เชลยศึกมุ่งสู่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างทางรถไฟตัดเข้าสู่ประเทศพม่า โดยมุ่งหวังโจมตีกองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร กาญจนบุรีก็ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะเจ้าของพื้นที่ การสร้างทางรถไฟจากกาญจนบุรีเป็นไปด้ยความยากลำบาก ทั้งโรคภัยไข้เจ็บความโหดร้ายจากสภาพพื้นที่อันทุรกันดาร จากควมทารุณของสงครามทำให้เชลยศึกชาวอังกฤษ ฮอลันดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมทั้งกรรมกรชาวจีนในเมืองไทย และกรรมกรต่างชาติ ต้องล้มตายเป็นจำนวนนับหมื่นคน ทางรถไฟสายนี้จึงได้ชื่อว่า "ทางรถไฟสายมรณะ"
เมื่อสงครามยุติลงสิ่งต่าง ๆ ที่ยังหลงเหลือเป็นอนุสรณ์ของสงคราม คือ สุสานที่บ้านดอนรัก สุสานที่ช่องไก่หรือเขาปูน สะพานข้ามแม่น้ำแคว และทางรถไฟสายมรณะ ตลอดจนภาพความทรงจำแห่งความโหดร้ายของสงครามที่ยังผังแน่นอยู่ในจิตใจของชาวเมืองกาญจน์อย่างยากที่จะลืมเลือน

ที่ตั้งและอาณาเขต         

จังหวัดกาญจนบุรี เป็นจังหวัดชายแดนติดกับประเทศเมียนม่าร์ (สาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า) ตั้งอยู่ในภาคกลางด้านตะวันตกของประเทศไทย ระยะทางห่างจากกรุงเทพมหานครตามเส้นทางสายเพชรเกษมประมาณ 129 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 19,483 ตารางกิโลเมตร
          จังหวัดกาญจนบุรี มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้
ทิศเหนือ
ติดจังหวัดตาก จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดสุพรรณบุรี และประเทศเมียนม่าร์
ทิศตะวันออก
ติดจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม และจังหวัดราชบุรี
ทิศใต้
ติดจังหวัดราชบุรี
ทิศตะวันตก
ติดประเทศเมียนม่าร์ โดยมีทิวเขาตะนาวศรี เป็นแนวเขตแดนระหว่างประเทศ